วิกฤตโลก! FAO เตือนสงครามตะวันออกกลางเขย่า “ระบบอาหารโลก” หวั่นปุ๋ย-พลังงานแพงลากยาว คุกคามห่วงโซ่อุปทาน

BigKaset Center รายงาน องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ออกแถลงการณ์เตือนภัยขั้นสูงสุด ระบุความขัดแย้งในตะวันออกกลางปี 2569 กำลังสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อระบบเกษตรและอาหารที่เปราะบางอยู่แล้ว พร้อมเขย่าห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งจะคุกคามทั้งความพร้อมของปริมาณอาหาร การเข้าถึง และความสามารถในการซื้อหาอาหารของประชากรทั่วโลก

นายฉู ตงหยู (Qu Dongyu) ผู้อำนวยการใหญ่ FAO ได้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมสมัชชาภูมิภาคตะวันออกใกล้ ครั้งที่ 38 (NERC38) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา  ณ สำนักงานใหญ่ FAO กรุงโรม โดยระบุว่า ภูมิภาคนี้กำลังอยู่ใน “ช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน” พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญอย่างยิ่งยวดในการรักษาการค้าให้ลื่นไหล และรับประกันว่าทุกคนต้องเข้าถึงอาหารได้อย่างเพียงพอ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้า

การประชุม NERC38 ในครั้งนี้ มีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เป็นประธาน นำโดย อัมน่า บินต์ อับดุลเลาะห์ อัล ดาฮัก อัล ชัมซี (Amna bint Abdullah Al Dahak Al Shamsi) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยเป็นการรวมตัวของรัฐมนตรีและผู้กำหนดนโยบายทั่วภูมิภาค เพื่อหารือถึงความเสี่ยงที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกัน ซึ่งกำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความมั่นคงทางอาหาร

แรงกระแทกจากสงคราม วิกฤตที่ส่งผลลุกลามทั่วโลก

ผู้อำนวยการใหญ่ FAO เตือนว่า การหยุดชะงักของระบบการผลิต การค้า และการกระจายอาหารในภูมิภาคตะวันออกกลาง กำลังถูกซ้ำเติมด้วยปัจจัยระดับโลก “โดยเฉพาะราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น และความปั่นป่วนในตลาดปุ๋ย ซึ่งกำลังดันต้นทุนการผลิตให้ทะยานขึ้น และทำลายผลิตภาพทางการเกษตรทั้งในและนอกภูมิภาค”

การปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซส่งผลกระทบต่อการขนส่งปุ๋ยยูเรียและพลังงานทั่วโลกในปี 2569
ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางยุทธศาสตร์ที่ลำเลียงปุ๋ยกว่า 30% ของโลก กำลังเผชิญภาวะอัมพาตจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้กระทบแค่ปุ๋ย แต่ลามไปถึงปัจจัยการผลิตทุกชนิด ทั้งสารเคมีและเครื่องจักรกลการเกษตร นายฉู ตงหยู เผยว่า เขาได้รายงานต่อนายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติแล้วว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะสร้าง “ผลพวงระยะยาวต่อภาคการเกษตร” แม้ว่าสงครามจะยุติลงในวันนี้ก็ตาม

ปัจจุบัน ความขัดแย้งได้สร้างผลกระทบอย่างหนักต่อเกษตรกร ผู้ผลิต และผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่มูลค่า ซึ่งวิถีชีวิตและการทำมาหากินกำลังตกอยู่ในความเสี่ยงเพิ่มขึ้นทุกขณะ

“สำหรับ FAO เรายึดมั่นในความเชื่อที่ว่า สิทธิในการเข้าถึงอาหารคือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน และสันติภาพคือเงื่อนไขสำคัญของความมั่นคงทางอาหาร ระบบเกษตรและอาหารที่มีประสิทธิภาพ ครอบคลุม ยืดหยุ่น และยั่งยืน คือกุญแจสำคัญในการฟื้นฟู ลดความเปราะบาง และสร้างเสถียรภาพในระยะยาว” นายฉูกล่าว

วิกฤตการณ์ช่องแคบฮอร์มุซส่งผลกระทบต่อต้นทุนการเกษตรและการนำเข้าปุ๋ยยูเรียของไทยปี 2569

ด้านรัฐมนตรี อัมน่า จาก UAE ในฐานะประธานการประชุม ยืนยันว่าเป้าหมายหลักคือการขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในระบบอาหารของภูมิภาค โดยจะต้องเปลี่ยนผ่านจาก “การจัดการวิกฤตแบบตั้งรับ” (Reactive crisis management) ไปสู่ “การใช้นวัตกรรมเชิงรุก” (Proactive innovation) เพื่อสร้างระบบที่ยืดหยุ่น สามารถเปลี่ยนความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์และสิ่งแวดล้อม ให้กลายเป็นโอกาสในการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ที่แข็งแกร่งคอยหนุนหลัง

เปิด 4 วาระเร่งด่วน ประชุมโต๊ะกลมระดับรัฐมนตรี

เพื่อรับมือกับวิกฤตที่เกิดขึ้น การประชุม NERC38 ได้จัดเวทีหารือระดับรัฐมนตรี โดยพุ่งเป้าไปที่ 4 นโยบายหลักที่ผู้อำนวยการใหญ่ FAO วางไว้ ได้แก่

  • การเสริมความแข็งแกร่งให้ห่วงโซ่อุปทานอาหาร ปรับปรุงโลจิสติกส์ และลดขยะอาหาร (Food loss and waste)

  • กระจายแหล่งเสบียงอาหาร และเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตภายในประเทศ

  • ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ธุรกิจเกษตร และการพัฒนาชนบท

  • สร้างความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพ เพื่อเปลี่ยนเป้าหมายให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

รายละเอียดการประชุมโต๊ะกลม (Ministerial Roundtables):

  • เวทีที่ 1: การรับมือวิกฤตพลังงานและเส้นทางเดินเรือ มุ่งเน้นการประสานนโยบายเพื่อลดผลกระทบจากการหยุดชะงักของตลาดพลังงานและเส้นทางการค้าทางทะเล โดยเน้นไปที่การเฝ้าระวังตลาดและราคาอย่างเข้มงวด การรักษาความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน การใช้ปัจจัยการผลิตให้คุ้มค่าที่สุด และการสนับสนุนการผลิตในประเทศ

  • เวทีที่ 2: ระบบการผลิตยั่งยืนและเศรษฐกิจหมุนเวียน หารือแนวทางนโยบายเพื่อเสริมแกร่งห่วงโซ่มูลค่าตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ส่งเสริมการบริโภคอย่างยั่งยืน ผลักดันนวัตกรรมเศรษฐกิจชีวภาพหมุนเวียน (Bio-circular innovations) อำนวยความสะดวกทางการค้า และลดการสูญเสียอาหาร

  • เวทีที่ 3: ความท้าทายด้านเงินทุนสำหรับเกษตรรับมือโลกรวน เจาะลึกปัญหาเม็ดเงินสนับสนุนด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate finance) ในภูมิภาคตะวันออกใกล้และแอฟริกาเหนือ (NENA) ที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำมาก ทั้งที่ภูมิภาคนี้ต้องเผชิญกับภัยแล้ง การแปรสภาพเป็นทะเลทราย การขาดแคลนน้ำ และอุณหภูมิที่สูงขึ้น ที่ประชุมเตรียมหารือการระดมทุนจากภาครัฐ เอกชน และองค์กรพัฒนาต่างๆ รวมถึงการใช้เครื่องมือทางการเงินรูปแบบใหม่ๆ เช่น การค้ำประกันสินเชื่อ และการประกันภัยพืชผล เพื่อให้สอดรับกับการสร้างระบบอาหารที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน

RELATED ARTICLES
- Advertisment -spot_img

Most Popular