ผ่าทางตันปุ๋ยแพง! ปลัดเกษตรฯ สั่งลุยสูตรรบ “70:30” ชูไฮไลต์กู้ชีพ “ปุ๋ยอะมิโนนมดิบ” ลดพึ่งพาสารเคมีนำเข้า

ผ่าทางตันปุ๋ยแพง! เกษตรฯ ขยับรับมือ แรงกระแทกสถานการณ์ตะวันออกกลาง สั่งลุยสูตรรบ “70:30” กู้ชีพ “ปุ๋ยอะมิโนนมดิบ” ลดต้นทุนเกษตรกร

คิกออฟนัดแรก! ดันสูตร “70:30” กู้วิกฤตต้นทุน

​นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนปุ๋ยอินทรีย์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุม 134 – 135 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผ่านระบบ Zoom Meeting โดยมีนายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดฯ เข้าร่วม เพื่อกำหนดทิศทาง บูรณาการการดำเนินงาน และเร่งผลักดันการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ว่า ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ) ที่ให้ความสำคัญกับการดำเนินมาตรการเร่งด่วนรองรับผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการปรับสัดส่วนการใช้ปุ๋ยและการเจรจาจัดหาปุ๋ยจากต่างประเทศนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดกรอบ 13 มาตรการ 3 ระยะ เพื่อรับมือความผันผวน ครอบคลุมทั้งการบริหารจัดการและจัดหาปุ๋ยเคมี การส่งเสริมการใช้ปุ๋ยตามแนวทาง 70:30 เพื่อลดต้นทุนการผลิต การสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทน ตลอดจนการพัฒนางานวิจัยด้านสารปรับปรุงดินและเกษตรชีวภาพ พร้อมแต่งตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้น เพื่อทำหน้าที่กำหนดนโยบาย บูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และติดตามผลอย่างใกล้ชิด

​ปลัดเกษตรฯ ได้กล่าวเน้นย้ำในที่ประชุมถึงความสำคัญของการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานในระดับพื้นที่ เพื่อให้การส่งเสริมการปรับเปลี่ยนการใช้ปัจจัยการผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะการใช้ปุ๋ยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ทั้งด้านพืช ประมง และกิจกรรมการเกษตรอื่น ๆ และบริหารจัดการงบประมาณอย่างคุ้มค่า หากสามารถนำมาบูรณาการร่วมกัน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและเกิดผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

บรรยากาศการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนปุ๋ยอินทรีย์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ ห้องประชุมกระทรวง
บูรณาการทุกภาคส่วน! ตัวแทนจากกรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมหารือเพื่อผลักดันมาตรการส่งเสริมปุ๋ยอินทรีย์และนวัตกรรม “ปุ๋ยอะมิโนนม” อย่างเป็นรูปธรรม

ระดม “ทัพหน้า” ลุยถ่ายทอดวิชาถึงไร่นา

​ขณะเดียวกันได้ให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกร โดยเน้นให้เจ้าหน้าที่และเครือข่ายอาสาสมัครในพื้นที่ อาทิ เจ้าหน้าที่เกษตร หมอดินอาสา และศูนย์เรียนรู้ต่าง ๆ ต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้อง สามารถอธิบายประโยชน์ของการใช้ปุ๋ยอย่างเหมาะสม และสร้างความเชื่อมั่นให้เกษตรกรเห็นผลลัพธ์ในระยะยาว ทั้งด้านคุณภาพผลผลิต สุขภาพของดิน และความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน

​ทั้งนี้ ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งรวบรวมองค์ความรู้ งานวิจัย และข้อมูลเชิงพื้นที่ นำมาจัดทำเป็นระบบและถ่ายทอดสู่เกษตรกรผ่านช่องทางต่าง ๆ อย่างทั่วถึง ควบคู่กับการติดตามประเมินผลการดำเนินงานในแต่ละพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ได้แก่ กรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมการข้าว การยางแห่งประเทศไทย สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร โดยปลัดเกษตรฯ ได้ย้ำให้ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวเกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม

พลิกวิกฤตนมดิบล้น สู่ “ปุ๋ยอะมิโนนม”

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบโครงการนำร่องปุ๋ยอินทรีย์จากน้ำนมดิบ หรือปุ๋ยอินทรีย์น้ำ (น้ำหมักอะมิโนนม) ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาดจากผลกระทบของข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) และภาวะต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น โดยการยางแห่งประเทศไทยร่วมกับกรมพัฒนาที่ดินนำน้ำนมดิบส่วนเกินมาผลิตเป็นน้ำหมักชีวภาพที่มีกรดอะมิโนเป็นองค์ประกอบสำคัญ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมธาตุอาหารของพืช ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้ผ่านการทดสอบจากห้องปฏิบัติการของกรมพัฒนาที่ดิน และได้รับการขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตรเรียบร้อยแล้ว โดยมีเป้าหมายส่งเสริมให้สถาบันเกษตรกรสามารถผลิตและใช้ในระดับพื้นที่ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับน้ำนมดิบ ลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี และยกระดับความเข้มแข็งของภาคเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน

RELATED ARTICLES
- Advertisment -spot_img

Most Popular