วิกฤตฝนหาย 57% กรมชลฯ งัดแผนชน “เอลนีโญ” ตรึงน้ำในเขื่อน 61% สั่งลุยช่วยพื้นที่นอกเขตชลประทาน 46 จังหวัดด่วน

สัญญาณอันตรายภัยแล้งพุ่งสูง! กรมชลประทานเปิดเผยข้อมูลสภาพอากาศสุดช็อก พบค่าน้ำฝนสะสมต้นปี 2569 ต่ำกว่าปกติถึง 57% พร้อมเตือนประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่ภาวะ “เอลนีโญ” ในช่วงกลางปีนี้ ซึ่งจะทำให้ปริมาณฝนตกต่ำกว่าค่าปกติยาวนาน ด้านกรมชลฯ ไม่นิ่งนอนใจ งัดแผนบริหารจัดการน้ำเชิงรุกทั้งระยะสั้นและยาว ตรึงน้ำในเขื่อนใหญ่-กลางไว้ที่ 61% พร้อมระดมเครื่องจักรกลกว่า 6,700 หน่วย ลุยช่วยเหลือพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำนอกเขตชลประทานใน 46 จังหวัดทันที

สภาพอากาศวิกฤต ฝนทิ้งช่วงสะสม ต่ำกว่าค่าปกติ 57%

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (Smart Water Operation Center : SWOC) กรมชลประทาน ได้เปิดเผยสถานการณ์น้ำและแนวโน้มที่น่ากังวลในปี 2569 โดยระบุว่า จากการติดตามสภาพอากาศ พบว่าตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาจนถึงกลางเดือนเมษายน ปริมาณฝนสะสมของประเทศไทยมีค่าต่ำกว่าปกติถึง ร้อยละ 57 ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนว่าความแห้งแล้งกำลังคืบคลานเข้ามาเรื่อยๆ

สถานการณ์ยิ่งน่าเป็นห่วงเมื่อแบบจำลองสภาพอากาศชี้ชัดว่า ประเทศไทยมีแนวโน้มสูงที่จะเข้าสู่ภาวะเอลนีโญเต็มตัวในช่วงกลางปีนี้ ซึ่งจะส่งผลให้มีฝนตกต่ำกว่าค่าปกติอย่างต่อเนื่อง กรมชลประทานจึงต้องยกระดับมาตรการบริหารจัดการน้ำขั้นสูงสุดเพื่อรับมือกับวิกฤตที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์น้ำปัจจุบัน ตรึงน้ำเขื่อน 61% ประคองลุ่มเจ้าพระยาปลายฤดูแล้ง

แม้สภาพอากาศจะวิกฤต แต่กรมชลประทานยืนยันว่าได้วางแผนบริหารจัดการน้ำล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ ทำให้ปัจจุบันปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • ปริมาณน้ำรวมกันทั่วประเทศ 46,799 ล้าน ลบ.ม. (คิดเป็น 61% ของความจุอ่างฯ รวมกัน)

  • เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา มีปริมาณน้ำมากกว่าประมาณ 1,848 ล้าน ลบ.ม.

  • การจัดสรรน้ำฤดูแล้ง ปัจจุบันใช้น้ำไปแล้วกว่า 30,213 ล้าน ลบ.ม. (คิดเป็น 90% ของแผนฯ)

โดยเฉพาะใน “ลุ่มน้ำเจ้าพระยา” กรมชลฯ ได้ติดตามการส่งน้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำในช่วงปลายฤดูแล้งนี้ ควบคู่ไปกับการสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง เพื่อป้องกันปัญหาฝนทิ้งช่วง

(แนะนำให้แทรกรูป: ภาพชป1_0.jpg — ภาพโลโก้กรมชลประทานเพื่อแสดงความน่าเชื่อถือของข้อมูล)

เสี่ยงสูงนอกเขตชลประทาน ระดมเครื่องจักรช่วย 46 จังหวัด

แม้สถานการณ์น้ำโดยรวมในเขตชลประทานจะยังควบคุมได้ แต่จากแนวโน้มฝนที่ต่ำกว่าปกติ ประกอบกับความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้น กรมชลประทานได้ประเมินว่าพื้นที่ “นอกเขตชลประทาน” มีความเสี่ยงขาดแคลนน้ำเพิ่มขึ้นอย่างมาก

การติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องจักรกลของกรมชลประทาน เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยแล้งนอกเขตชลประทาน
กรมชลประทานระดมเครื่องสูบน้ำและรถบรรทุกน้ำกว่า 6,700 หน่วย ลงพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งใน 46 จังหวัด

เพื่อเป็นการช่วยเหลือประชาชนทันที กรมชลประทานได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กรมอุตุนิยมวิทยา และหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อติดตาม ประเมินสถานการณ์ และวางแผนช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง โดยได้ดำเนินการดังนี้

  • ระดมเครื่องจักรกล: สนับสนุนเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ และรถบรรทุกน้ำ รวมกว่า 6,700 หน่วย

  • พื้นที่ช่วยเหลือปัจจุบัน: ได้นำไปใช้ช่วยเหลือแล้ว 597 หน่วย ครอบคลุมพื้นที่ 46 จังหวัด ที่เป็นพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง

(แนะนำให้แทรกรูป: ภาพชป2_0.jpg หรือ ภาพชป4_0.jpg — ภาพเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่และเครื่องสูบน้ำ เพื่อแสดงการทำงานจริง)

แผนรับมือระยะยาว ตีโจทย์เอลนีโญ วางแผนบริหารน้ำ 2 ปี

กรมชลประทาน ไม่ได้วางแผนเพียงแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ได้กำหนดแนวทางบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบเพื่อรองรับสถานการณ์เอลนีโญทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ได้แก่

  1. วางแผนบริหารจัดการน้ำล่วงหน้า 2 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเอลนีโญที่อาจลากยาว

  2. เพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำ ในช่วงฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง พร้อมควบคุมและชะลอการระบายน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์

  3. ปรับแผนการเพาะปลูก ให้เหมาะสมกับปริมาณน้ำต้นทุน

  4. ส่งเสริมมาตรการ 3R (Reduce / Reuse / Recycle) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดในทุกภาคส่วน

RELATED ARTICLES
- Advertisment -spot_img

Most Popular