“สุริยะ” สั่งลุย! ดีลรัสเซียขนปุ๋ยยูเรีย 2 ล้านตัน แก้ปัญหาราคาแพง-กักตุน ดัน War Room 6 เรื่องด่วนต้องเห็นผลจริง!

เปิดฉากศักราชใหม่กระทรวงเกษตรฯ! “สุริยะ” นำทัพ รมช. ชุดใหม่เข้ากระทรวงฯ วันแรก สั่งลุยรื้อระบบเกษตรไทยด้วย “นวัตกรรม” ประกาศสงครามความยากจนผ่าน 5 นโยบายเข้ม พร้อมขีดเส้นตาย 6 ภารกิจเร่งด่วน ตั้งแต่แก้ปัญหาวิกฤตปุ๋ยรัสเซียไปจนถึงที่ดินทำกิน ทุกกรมต้องขยับ-ทุก War Room ต้องมีผลงานรูปธรรม เกษตรกรต้องอยู่ดีกินดีอย่างยั่งยืน!

BigKasetCenter รายงาน: เมื่อเวลา 09.00 น. (8 เมษายน 2569) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช และ นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงฯ ก่อนเริ่มภารกิจมอบยุทธศาสตร์สำคัญอย่างเป็นทางการ

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรฯ ประกาศนโยบายด่วน
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรฯ มอบนโยบาย “เกษตรนวัตกรรม” ย้ำต้องเห็นผลเร็ว

กางแผนยุทธศาสตร์ “เกษตรนวัตกรรม” ชู 5 นโยบายหลักพลิกโฉมภาคเกษตร

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในระหว่างเป็นประธานการประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมอบนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงาน “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย” มุ่งขับเคลื่อนผ่านการบูรณาการระหว่างหน่วยงานภาครัฐและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เน้นการทำงานเชิงรุก ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นลง เร่งการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยในการทำงานให้มีความคล่องตัวมากขึ้น พร้อมอำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยมีนโยบายหลักที่จะเร่งผลักดัน 5 ด้าน คือ

  • ยกระดับการผลิตด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ปรับเปลี่ยนจากการทำเกษตรแบบดั้งเดิม มาเป็นการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มากขึ้น โดยผลักดันการใช้ Big Data ร่วมกับเทคโนโลยีดิจิทัล และ AI มาบริหารจัดการการผลิตแบบแม่นยำ เพื่อลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตต่อหน่วย และเพิ่มคุณภาพมาตรฐานให้สูงขึ้น พร้อมทั้งสนับสนุนให้มีผู้ให้บริการทางการเกษตร หรือ Agriculture Service Provider ในระดับชุมชน เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงเครื่องจักรกลทางการเกษตรและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่เท่าทันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างทั่วถึง ในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม
  • เพิ่มรายได้เกษตรกร จากการทำให้เกษตรกรมีผลตอบแทนจากการลงทุนและสินทรัพย์สูงขึ้น และมีความมั่นคงในอาชีพ ผ่านการแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) และสร้างโอกาสการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรมูลค่าสูงให้กับสินค้าเกษตรไทย นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ต้องเตรียมความพร้อมให้เกษตรกรปรับตัวเข้ากับกติกาการค้าโลกใหม่ ๆ ทั้งเรื่องมาตรฐานสุขอนามัยพืช สุขอนามัยสัตว์ มาตรฐานความปลอดภัยสินค้าเกษตร อาหารและโภชนาการ มาตรฐานสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจสีเขียว เพื่อสร้างตลาดและขยายโอกาสในการแข่งขัน
  • พัฒนาศักยภาพเกษตรกร ต้องสร้างทักษะสมัยใหม่ องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ ผ่านหลักสูตร Reskill และ Upskill ที่ตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรทุกระดับ ตั้งแต่องค์ความรู้วิทยาศาสตร์พืช ปศุสัตว์ ประมง การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ การจัดการบัญชีและรายได้ในครัวเรือน พร้อมทั้งส่งเสริมการรวมกลุ่มในรูปแบบสหกรณ์หรือวิสาหกิจชุมชน เพื่อสร้างอำนาจต่อรอง ทั้งการซื้อปัจจัยการผลิตและการจำหน่ายผลผลิต ไปจนถึงการยกระดับเกษตรกรที่มีศักยภาพให้เป็นผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร และสามารถบริหารและกำกับดูแลหน่วยผลิตที่ดี
  • ตลาดนำการผลิต ต้องปรับโครงสร้างผลิตสินค้าเกษตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เพื่อให้ผลผลิตขายได้จริง ได้ราคาที่สะท้อนคุณภาพ และลดความเสี่ยงด้านอัตรากำไรสุทธิที่ลดน้อยลง โดยมีข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การวางแผนการผลิต การคัดแยก การแปรรูป และข้อกำหนดมาตรฐานบรรจุภัณฑ์และสินค้า ไปจนถึงระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงหลักฐานอ้างอิงด้านโภชนาการและสุขภาพ เพื่อเชื่อมโยงผลผลิตจากหน้าฟาร์มไปสู่ผู้บริโภคหรือผู้ประกอบการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาดและราคาตกต่ำ โดยจะสนับสนุนให้เกิด “ห่วงโซ่อุปทานมูลค่าเพิ่ม” ในพื้นที่ เช่น จุดรวบรวมสินค้ามาตรฐาน ระบบคัดเกรด ห้องเย็น การแปรรูป และโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้การกระจายผลผลิตจากหน้าฟาร์มถึงผู้ซื้อโดยเร็ว และตรวจสอบได้ ตลอดจนพัฒนาระบบเตือนภัยสถานการณ์บิดเบือนกลไกตลาด เพื่อบริหารจัดการสินค้าเกษตรได้อย่างทันท่วงที พร้อมทั้งเร่งปราบปรามการสวมสิทธิ์และการบิดเบือนมาตรฐาน เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของผู้ซื้อและความเป็นธรรมในตลาดในระยะยาว
  • บริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระบบอย่างยั่งยืน โดยจัดทำแผนการบริหารจัดการน้ำในระดับภูมิภาคให้เหมาะสมกับความต้องการใช้น้ำที่แตกต่างกันในแต่ละลุ่มน้ำทั้งในปัจจุบันและอนาคต เพื่อรองรับภัยธรรมชาติ ทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้งที่มีความรุนแรงมากขึ้น ให้ความสำคัญกับการเติมน้ำในเขื่อนหลัก แหล่งกักเก็บน้ำในชุมชน ไร่นา ไปจนถึงระบบกระจายน้ำเข้าสู่แปลงเกษตรอย่างทั่วถึง รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำทั้งในระบบชลประทานและครัวเรือนเกษตรกร การจัดการข้อมูลน้ำแม่นยำ ตลอดจนพัฒนาระบบเตือนภัยน้ำอัจฉริยะ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำในอนาคต เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิตและปรับแผนการผลิตได้อย่างทันท่วงที สามารถลดความเสี่ยงจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ และสร้างความมั่นใจ ว่าพี่น้องเกษตรกรจะมีน้ำใช้อย่างเพียงพอ

ขีดเส้นตาย 6 ภารกิจเร่งด่วน (Quick Win) สั่งตั้ง War Room บี้ผลงานทุกกรม

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ เตรียมขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาให้พี่น้องเกษตรกร ได้แก่

  • มาตรการเพื่อรับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง อาทิ การปรับสัดส่วนการใช้ปุ๋ยและส่งเสริมการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินและความต้องการของพืช โดยเฉพาะการแก้ปัญหาการนำเข้าและมาตรการเฝ้าระวังกรณีหากปุ๋ยขาดแคลน ซึ่งรัฐบาลกำลังเร่งเจรจานำเข้าปุ๋ยยูเรียจากประเทศรัสเซียในรูปแบบข้อตกลงพิเศษ ประมาณ 2 ล้านตัน ตลอดจนจะช่วยแก้ปัญหาการกักตุนปุ๋ยและส่งผลให้ราคาปุ๋ยในตลาดปรับตัวลดลง นอกจากนี้ยังมีการแก้ไขปัญหาน้ำมันเฉพาะรถขนส่งสินค้าเกษตร และใช้กลไก “ทูตเกษตร” หาตลาดกระจายสินค้าทดแทน เป็นต้น
  • บริหารจัดการสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออกและการบริโภคภายในประเทศ อาทิ การเร่งแก้ไขจุดคอขวดในการกระจายผลไม้ พร้อมทั้งพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Digital Traceability) การยกระดับสหกรณ์การเกษตร และส่งเสริมให้ส่วนราชการและโรงเรียน จัดซื้อผลิตภัณฑ์เกษตรโดยตรงจากเกษตรกรและสหกรณ์
  • บริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรและประชาชน โดยการพัฒนาระบบการจัดการน้ำสมัยใหม่ เพื่อการติดตามและรายงานสถานการณ์น้ำอย่างรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์ และเร่งรัดการก่อสร้างโครงการชลประทานขนาดใหญ่ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำในอนาคต
  • บริหารจัดการดินและที่ดิน อาทิ ดำเนินการเรื่องการมอบสิทธิทำกินในที่ดินเกษตรกรรมให้เกษตรกร และเพิ่มพื้นที่เกษตรปลอดการเผา (Zero Burn) เป็นต้น
  • สร้าง Smart Farmer รุ่นใหม่ โดยการพัฒนาและส่งเสริมอาชีพเกษตรกร และพัฒนาแพลตฟอร์มเรียนรู้ Agri-Tech ที่ใช้งานได้ง่ายและนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง
  •  แก้ปัญหา PM 2.5 โดยการส่งเสริมการแปรรูปวัสดุเกษตรเหลือใช้เป็นพลังงาน ส่งเสริมการใช้ Carbon Credit  และพัฒนาศักยภาพของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อแก้ปัญหา PM 2.5 เป็นต้น ทั้งนี้ จะมีการจัดตั้ง War Room ใน 6 เรื่องเร่งด่วนดังกล่าว เพื่อติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด และแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยทุกหน่วยงานจะต้องรายงานผลอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญต้องเห็นผลที่เป็นรูปธรรม

นายสุริยะ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ ถือเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ เพราะหากพี่น้องเกษตรกรมีความเข้มแข็ง มีภูมิคุ้มกันที่ดี ก็จะเป็นพลังสำคัญในการสร้างความมั่นคงให้กับประเทศ แต่วันนี้ต้องยอมรับว่าภาคเกษตรไทยกำลังเผชิญกับปัจจัยและความท้าทายต่าง ๆ ที่มีความซับซ้อนและคาดการณ์ได้ยาก อีกทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจและการค้าโลก รวมถึงกฎกติกาทางการค้าโลกใหม่ที่มีความเข้มงวดมากขึ้น ล้วนส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทย ทำให้บทบาทสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ จึงไม่ใช่เพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องร่วมกันปรับกระบวนทัศน์ในการพัฒนาภาคเกษตรครั้งสำคัญ เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของพี่น้องเกษตรกรให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน พร้อมขับเคลื่อนภาคเกษตรสู่เกษตรอัจฉริยะและเกษตรแม่นยำด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่และความต้องการของเกษตรกรในแต่ละกลุ่ม เพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งสืบสานโครงการพระราชดำริเพื่อสร้างรากฐานความเข้มแข็งให้แก่พี่น้องเกษตรกร อย่างไรก็ตาม ได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทำงานในเชิงรุก พร้อมบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็ง และยึดผลประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกรเป็นเป้าหมายสูงสุด เพื่อเพิ่มโอกาสของเกษตรกรและภาคเกษตรของไทยอย่างยั่งยืนต่อไป

พลังบวกรวมเป็นหนึ่งเดียว “รมช.ปิยะรัฐชย์-วัชระพล” ลั่นทำงานเชิงรุกใกล้ชิดประชาชน

ด้าน นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้บริหารมีบทบาทที่จะต้องอยู่เคียงข้างและรับฟังปัญหาของเกษตรกร โดยให้ทำงานแบบเชิงรุกและใกล้ชิดประชาชน ขอให้ข้าราชการและผู้บริหารทำงานหนักขึ้น กระชับพื้นที่และลงพื้นที่รับฟังปัญหาของเกษตรกรให้มากกว่าเดิม นอกจากนี้ ยังพร้อมรับฟังปัญหา อุปสรรค และความอึดอัดใจในการทำงานของทุกกรม เพื่อเข้ามาเป็น “ฟันเฟือง” ช่วยให้การทำงานเพื่อเกษตรกรง่ายยิ่งขึ้นขึ้น รวมทั้ง ขอให้ดูแลเกษตรกรทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม ยืนยันว่าการทำงานจะครอบคลุมเกษตรกรทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรผู้ปลูกข้าว มันสำปะหลัง หรือยางพารา เพราะเชื่อว่าถ้าเกษตรกรไทยไปไม่ได้ ประเทศก็ไปไม่ได้เช่นกัน

นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รมช.เกษตรและสหกรณ์
นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รมช.เกษตรฯ ชูทำงานเชิงรุก ลงพื้นที่รับฟังเกษตรกรทุกกลุ่ม

นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอเน้นย้ำเรื่องการทำงานเป็นทีมเป็นหนึ่งเดียวและความรวดเร็วในการแก้ปัญหาของเกษตรกร โดยยึดตามนโยบายหลักของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย” เพื่อยกระดับชีวิตเกษตรกร

นายวัชระพล ขาวขำ รมช.เกษตรและสหกรณ์
นายวัชระพล ขาวขำ รมช.เกษตรฯ เน้นทำงานเป็นทีมหนึ่งเดียวเพื่อแก้ปัญหาความยากจน
RELATED ARTICLES
- Advertisment -spot_img

Most Popular